เปิดร้านอาหารต้องใช้เงินเท่าไหร่ — งบจริงทุกหมวด พร้อมตัวอย่าง
คำถามที่เจอบ่อยที่สุดจากคนกำลังจะเปิดร้านคือ “ใช้เงินเท่าไหร่ถึงพอ” — และคำตอบที่เจอบ่อยที่สุดคือตัวเลขก้อนเดียวลอย ๆ อย่าง “สองแสน” ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำให้ร้านเจ๊งมานับไม่ถ้วน เพราะมันนับแค่ค่าลงทุนตอนเปิด แต่ไม่ได้นับเงินที่ต้องใช้ประคองร้านจนกว่าจะขายได้จริง
บทความนี้แจกแจงงบทุกหมวดแบบที่ใช้ทำแผนได้จริง พร้อมช่วงราคาที่พบได้ทั่วไปในไทยปี 2569 และตัวอย่างงบของร้าน 3 ขนาด เพื่อให้คุณเอาไปปรับกับทำเลและสไตล์ร้านของตัวเองได้ทันที
งบเปิดร้านไม่ใช่ก้อนเดียว แต่มี 3 ก้อน
ความผิดพลาดอันดับหนึ่งของร้านใหม่คือเอาเงินทั้งหมดที่มีไปลงกับก้อนที่ 1 จนไม่เหลือก้อนที่ 3 ลองแยกให้ชัดตั้งแต่ต้น:
- ก้อนที่ 1 — งบลงทุน (จ่ายครั้งเดียว) ค่าเซ้ง มัดจำ ตกแต่ง ครัว โต๊ะเก้าอี้ ป้าย ใบอนุญาต
- ก้อนที่ 2 — งบเปิดร้าน (จ่ายก่อนเปิดไม่กี่วัน) วัตถุดิบล็อตแรก ภาชนะ แพ็กเกจจิ้ง เงินทอน การตลาดวันเปิด
- ก้อนที่ 3 — เงินสำรองหมุนเวียน เงินที่จ่ายค่าเช่า ค่าแรง ค่าน้ำค่าไฟ และซื้อของได้ต่อเนื่อง 3–6 เดือนโดยไม่ต้องพึ่งยอดขาย
กฎง่าย ๆ ที่ใช้ได้ดีคือ ถ้าคุณมีเงินก้อนทั้งหมด 100 บาท ให้วางแผนใช้กับการลงทุนไม่เกิน 70 บาท และกันไว้เป็นเงินสำรองอย่างน้อย 30 บาท ร้านที่ลงทุนหมดหน้าตักแล้วรอให้ยอดขายมาจ่ายค่าเช่าเดือนแรก คือร้านที่ตัดสินใจทุกอย่างด้วยความกลัวตั้งแต่สัปดาห์ที่สอง
ตารางงบเปิดร้าน 3 ขนาด (ตัวเลขทั่วไปในไทย)
ช่วงราคาด้านล่างเป็นราคาที่พบได้บ่อยจากตลาดอุปกรณ์มือหนึ่ง/มือสองในไทย ใช้เป็นกรอบตั้งต้นแล้วไปขอใบเสนอราคาจริงในพื้นที่ของคุณอีกที
| หมวด | รถเข็น / คีออสก์ | ห้องแถวตามสั่ง 1 คูหา | ร้านนั่งทานมีแอร์ 20–30 ที่นั่ง |
|---|---|---|---|
| ค่าเซ้ง / แป๊ะเจี๊ยะ | 0–30,000 | 0–200,000 | 100,000–500,000 |
| มัดจำ + ค่าเช่าล่วงหน้า (2+1 เดือน) | 9,000–24,000 | 27,000–60,000 | 75,000–180,000 |
| ตกแต่ง / งานระบบน้ำ-ไฟ | 10,000–40,000 | 50,000–150,000 | 250,000–600,000 |
| อุปกรณ์ครัว (เตา ฮูด ตู้แช่ ซิงก์) | 15,000–45,000 | 60,000–150,000 | 150,000–350,000 |
| โต๊ะเก้าอี้ / เคาน์เตอร์ | 0–8,000 | 15,000–40,000 | 60,000–150,000 |
| ป้ายร้าน + เมนูบอร์ด | 3,000–10,000 | 8,000–25,000 | 25,000–80,000 |
| จาน ชาม เครื่องครัวเบ็ดเตล็ด | 3,000–8,000 | 10,000–25,000 | 30,000–70,000 |
| ใบอนุญาต + จดทะเบียนพาณิชย์ | 500–3,000 | 1,000–5,000 | 3,000–15,000 |
| ประกันมิเตอร์ไฟ/น้ำ (ถ้าต้องขอใหม่) | 0–5,000 | 3,000–15,000 | 10,000–40,000 |
| วัตถุดิบล็อตแรก + แพ็กเกจจิ้ง | 5,000–12,000 | 15,000–35,000 | 40,000–90,000 |
| การตลาดเปิดร้าน (ป้าย ใบปลิว โปรเปิดร้าน) | 2,000–6,000 | 5,000–20,000 | 20,000–60,000 |
| รวมงบลงทุน + เปิดร้าน | ~50,000–120,000 | ~250,000–500,000 | ~800,000–2,000,000 |
| เงินสำรอง 3 เดือน (แนะนำขั้นต่ำ) | +30,000–60,000 | +90,000–180,000 | +250,000–500,000 |
แต่ละหมวดมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง
ค่าเซ้งกับมัดจำ — ก้อนที่ต่อรองได้มากที่สุด
ทำเลหน้าตลาดหรือปากซอยที่คนพลุกพล่านมักมีค่าเซ้งหลักแสน ขณะที่ห้องแถวลึกเข้าไป 50 เมตรอาจไม่มีค่าเซ้งเลย ก่อนจ่ายค่าเซ้ง ให้ไปนั่งนับคนผ่านหน้าร้านจริง ๆ อย่างน้อย 3 วัน ในช่วงเวลาที่คุณจะขาย ถ้าค่าเซ้งแพงกว่าค่าเช่า 12 เดือน ต้องมั่นใจมากว่าทราฟฟิกคุ้ม
อย่าลืมอ่านสัญญาให้ครบ: สัญญา 1 ปีต่ออายุปีต่อปีคือความเสี่ยงที่ใหญ่มากเมื่อคุณเพิ่งลงทุนตกแต่งไปสองแสน เพราะเจ้าของอาจขึ้นค่าเช่าหลังคุณทำร้านให้ติดตลาดแล้ว ถ้าเป็นไปได้ให้ขอสัญญา 3 ปีพร้อมระบุเพดานการขึ้นค่าเช่า
อุปกรณ์ครัว — ซื้อมือสองตรงไหนได้ ตรงไหนห้าม
ของที่ซื้อมือสองคุ้ม: สเตนเลสทุกชนิด (โต๊ะเตรียม ซิงก์ ชั้นวาง) เตาแก๊สแรงสูง หม้อกระทะ รถเข็น ตู้โชว์ — ของพวกนี้ไม่ค่อยพัง ราคาถูกกว่ามือหนึ่ง 40–60%
ของที่ควรซื้อมือหนึ่ง: ตู้แช่และตู้แช่แข็ง เพราะคอมเพรสเซอร์เก่ากินไฟมากและพังตอนไหนก็ได้ ตู้แช่เสียหนึ่งคืนอาจเสียวัตถุดิบเป็นหมื่น และหม้อทอด/เครื่องที่ใช้ไฟฟ้ากับความร้อนสูง ซึ่งมีเรื่องความปลอดภัยเข้ามาเกี่ยว
ใบอนุญาต — ถูกกว่าที่คิด แต่ต้องมี
สำหรับร้านทั่วไป สิ่งที่ต้องมีคือ จดทะเบียนพาณิชย์ที่สำนักงานเขต/เทศบาล ค่าธรรมเนียม 50 บาท และใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองการแจ้งจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (พื้นที่เกิน 200 ตร.ม. ต้องขอใบอนุญาต ส่วนไม่เกินนั้นใช้การแจ้ง) ค่าธรรมเนียมต่างกันไปตามท้องถิ่นและขนาดร้าน โดยมักอยู่ในหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อปี
ถ้าขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องขอใบอนุญาตจากสรรพสามิตเพิ่ม และเมื่อรายได้ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ประเด็นนี้สำคัญกับการตั้งราคา เพราะถ้าเข้าระบบ VAT แล้วยังขายราคาเดิม เท่ากับกำไรหายไปราว 7% ทันที
เงินสำรองหมุนเวียน — ก้อนที่คนลืมมากที่สุด
ร้านใหม่แทบทุกร้านมียอดขายเดือนแรกดีจากความอยากลอง แล้วตกลงในเดือนที่สอง ก่อนจะค่อย ๆ นิ่งในเดือนที่สามถึงหก ถ้าคุณวางแผนโดยคิดว่ายอดเดือนแรกคือยอดปกติ คุณจะประเมินเงินสดผิดตั้งแต่ต้น
ค่าใช้จ่ายคงที่คือรายการที่ต้องจ่ายแม้วันนั้นขายไม่ได้เลย — ค่าเช่า ค่าแรงประจำ ค่าน้ำค่าไฟขั้นต่ำ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าผ่อนอุปกรณ์ ตัวอย่างร้านตามสั่งหนึ่งคูหา:
| ค่าใช้จ่ายคงที่ | ต่อเดือน |
|---|---|
| ค่าเช่า | 15,000 |
| ค่าแรงลูกจ้าง 2 คน | 24,000 |
| ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊สพื้นฐาน | 7,000 |
| อินเทอร์เน็ต + เบ็ดเตล็ด | 2,000 |
| รวมคงที่ต่อเดือน | 48,000 |
| เงินสำรองที่ควรมี (× 3–6) | 144,000–288,000 |
ถ้าตัวเลขนี้ทำให้คุณรู้สึกว่างบไม่พอ นั่นแปลว่าแผนเดิมกำลังจะพาไปเจอปัญหาจริง — ทางออกไม่ใช่การตัดเงินสำรอง แต่คือการลดขนาดร้านลงให้สอดคล้องกับเงินที่มี
คิดจุดคุ้มทุนก่อนเซ็นสัญญาเช่า
ก่อนจ่ายเงินก้อนไหนก็ตาม ให้ลองคำนวณว่าต้องขายวันละกี่จานถึงจะไม่ขาดทุน สูตรคือ:
ถ้าค่าใช้จ่ายคงที่ 48,000 บาท และต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ย 35% ของราคาขาย (อ่านวิธีคิดได้ที่ วิธีคิดต้นทุนอาหาร):
เฉลี่ยขาย 26 วันต่อเดือน เท่ากับต้องได้วันละ ~2,840 บาท หรือประมาณ 44 จานต่อวันที่ราคาเฉลี่ยจานละ 65 บาท ลองถามตัวเองตรง ๆ ว่าทำเลนี้ กำลังคนเท่านี้ ขายได้ 44 จานต่อวันตั้งแต่เดือนแรกไหม ถ้าคำตอบคือ “น่าจะได้ประมาณเดือนที่สี่” แปลว่าคุณต้องมีเงินสำรองพอสำหรับสามเดือนแรกจริง ๆ
6 วิธีลดงบเปิดร้านโดยไม่ทำลายร้าน
- เริ่มจากเมนูน้อยแต่แน่น — เมนู 8–12 อย่างใช้วัตถุดิบซ้ำกันได้ ทำให้สต๊อกล็อตแรกถูกลงมาก และของเสียน้อยลงตามไปด้วย
- เช่าหรือผ่อนอุปกรณ์ใหญ่ — ตู้แช่และเครื่องชงกาแฟบางเจ้ามีแผนผ่อน 0% ซึ่งย้ายเงินจากก้อนลงทุนไปเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน ช่วยรักษาเงินสำรองไว้ได้
- ทดสอบเมนูก่อนด้วยต้นทุนต่ำ — ขายตลาดนัด ออกบูธ หรือรับพรีออเดอร์ก่อน 1–2 เดือน จะได้รู้ว่าเมนูไหนขายได้จริงก่อนทุ่มค่าตกแต่ง
- อย่าตกแต่งเกินกลุ่มลูกค้า — ลูกค้าร้านตามสั่งซื้อความเร็วกับรสชาติ ไม่ได้ซื้อผนังปูนเปลือย เอาเงินส่วนนั้นไปซื้อเตาแรงกว่าหรือเก็บเป็นเงินสำรองคุ้มกว่า
- เปิดแบบ soft opening — เปิดเงียบ ๆ ก่อน 1–2 สัปดาห์ เพื่อจูนครัวและหาจุดพลาด แล้วค่อยใช้งบการตลาดตอนที่ร้านพร้อมจริง
- จดทุกบาทตั้งแต่บาทแรก — ค่าใช้จ่ายช่วงก่อนเปิดร้านคือช่วงที่เงินไหลออกเร็วที่สุดและถูกลืมง่ายที่สุด
จดตั้งแต่ก่อนเปิดร้าน ไม่ใช่หลังเปิด
เจ้าของร้านส่วนใหญ่เริ่มทำบัญชีในวันที่เปิดร้านวันแรก ทำให้เงินลงทุนหลายแสนกลายเป็นก้อนมืดที่ไม่มีใครรู้ว่าจ่ายอะไรไปบ้าง แล้วพอถูกถามว่า “ร้านคืนทุนหรือยัง” ก็ตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าทุนคือเท่าไหร่กันแน่
วิธีที่ง่ายที่สุดคือเปิดหมวดค่าใช้จ่ายชื่อ “ลงทุนเปิดร้าน” ไว้ตั้งแต่วันแรกที่จ่ายเงินมัดจำ แล้วถ่ายรูปใบเสร็จทุกใบเก็บไว้ในรายการนั้น เมื่อเปิดร้านแล้วคุณจะมีตัวเลขทุนที่แน่นอนสำหรับคิดว่าคืนทุนเมื่อไหร่ และมีประวัติราคาอุปกรณ์ไว้ใช้ตอนขยายสาขา
แอป Bunchee ใช้ทำเรื่องนี้ได้ตั้งแต่ก่อนเปิดร้าน — สแกนใบเสร็จด้วย AI แล้วระบบแยกหมวดให้อัตโนมัติ เห็นยอดรวมต่อหมวดทันที และถามผู้ช่วย AI ได้เลยว่า “ค่าตกแต่งใช้ไปเท่าไหร่แล้ว” โดยไม่ต้องเปิดสเปรดชีตหา ส่วนหลังเปิดร้าน ตัวเลขชุดเดียวกันนี้จะต่อยอดไปเป็นรายรับรายจ่ายรายวันได้เลย (ดูวิธีวางระบบได้ที่ วิธีทำบัญชีร้านอาหารแบบง่าย)
เช็กลิสต์ก่อนจ่ายเงินก้อนแรก
- นับคนผ่านหน้าร้านจริง 3 วันในช่วงเวลาที่จะขาย
- ขอใบเสนอราคาอุปกรณ์อย่างน้อย 3 เจ้า อย่าใช้ราคาประเมินในหัว
- เขียนงบทั้ง 3 ก้อนลงกระดาษ พร้อมเผื่อบานปลาย 15–20%
- คำนวณค่าใช้จ่ายคงที่ต่อเดือนและจุดคุ้มทุนเป็นจำนวนจานต่อวัน
- เช็กว่าเงินสำรองครอบคลุมอย่างน้อย 3 เดือนหลังหักงบลงทุนแล้ว
- อ่านสัญญาเช่าให้ครบ โดยเฉพาะอายุสัญญาและเงื่อนไขการขึ้นค่าเช่า
- ตรวจใบอนุญาตที่ต้องมีกับเขต/เทศบาลในพื้นที่ก่อนเริ่มตกแต่ง
- เปิดหมวด “ลงทุนเปิดร้าน” ในแอปบัญชี แล้วจดตั้งแต่บาทแรก
เงินที่ต้องใช้เปิดร้านอาหารไม่ใช่ตัวเลขเดียวที่ตอบได้จากภายนอก แต่เป็นผลลัพธ์ของทำเล ขนาด และเมนูที่คุณเลือก สิ่งที่ตอบได้แน่นอนคือ ร้านที่รอดไม่ใช่ร้านที่ลงทุนเยอะที่สุด แต่เป็นร้านที่รู้ตัวเลขของตัวเองตั้งแต่ก่อนเปิดประตูวันแรก
จดงบเปิดร้านและรายจ่ายรายวันในแอปเดียว
Bunchee เป็นแอปบัญชีร้านอาหารฟรี — สแกนใบเสร็จด้วย AI, แยกหมวดอัตโนมัติ, กราฟราคาวัตถุดิบย้อนหลัง, สรุปยอดรายวัน/รายเดือนแบบเรียลไทม์