เข้าร่วมแอปเดลิเวอรี่คุ้มไหม? วิธีคิด GP ให้ขาดก่อนตัดสินใจ
“โดนหัก 30% แล้วจะเหลืออะไร” กับ “ไม่เข้าแอปก็ไม่มีลูกค้า” — เจ้าของร้านอาหารแทบทุกคนเคยเถียงกับตัวเองสองประโยคนี้ บางร้านเข้าแอปเดลิเวอรี่แล้วยอดขายพุ่ง แต่สิ้นเดือนเงินในบัญชีกลับเท่าเดิมหรือน้อยลง บางร้านไม่กล้าเข้าเพราะกลัว GP ทั้งที่ครัวว่างครึ่งวัน และเสียโอกาสไปเงียบ ๆ
คำตอบว่า “คุ้มไหม” ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข GP อย่างเดียว แต่อยู่ที่สองคำถาม: หลังหักทุกอย่างแล้ว ออเดอร์หนึ่งยังเหลือกำไรไหม และ ออเดอร์นั้นเป็นลูกค้าใหม่ หรือลูกค้าเดิมที่แค่ย้ายช่องทาง บทความนี้จะพาคิดทั้งสองข้อด้วยตัวเลขจริง ๆ ที่ร้านเล็กเอาไปแทนค่าของตัวเองได้ทันที
GP คืออะไร และโดนหักจริงเท่าไหร่
GP (Gross Profit หรือที่แอปเรียกว่าค่าคอมมิชชัน) คือส่วนแบ่งที่แอปเดลิเวอรี่หักจากราคาขายทุกออเดอร์ แลกกับการหาลูกค้า จัดการการจ่ายเงิน และจัดส่งให้ อัตราทั่วไปอยู่ราว 25–35% ของราคาขาย แล้วแต่แอปและแพ็กเกจที่ร้านเลือก (แพ็กเกจที่ GP ต่ำมักมาพร้อมค่าส่งที่ลูกค้าต้องจ่ายแพงขึ้น ซึ่งกระทบยอดสั่ง)
สิ่งที่ร้านใหม่มักไม่ทันคิดคือ VAT 7% บนค่า GP แอปเป็นผู้ให้บริการที่จด VAT จึงคิดภาษีมูลค่าเพิ่มบนค่าคอมมิชชันอีกชั้น GP 30% จึงกลายเป็น 30% × 1.07 = 32.1% ของราคาขายที่หายไปจริง ๆ ยังไม่รวมค่ากล่อง ค่าถุง ส่วนลดโปรโมชันที่ร้าน “ร่วมออก” และค่าโฆษณาในแอปถ้าเลือกซื้อ
ดังนั้นก่อนจะคิดอะไรต่อ ให้เปิดสัญญาหรือหน้าตั้งค่าร้านในแอปแล้วจดมา 3 อย่าง: อัตรา GP ที่ร้านโดนจริง, คิด VAT บน GP ด้วยหรือไม่, และ GP คิดบนราคาก่อนหรือหลังส่วนลดโปรโมชัน สามข้อนี้ทำให้ตัวเลขที่เหลือในบทความแม่นขึ้นมาก
ขั้นที่ 1: คิดกำไรต่อออเดอร์ให้ครบทุกตัวหัก
เอาเมนูขายดีที่สุดมาหนึ่งจานแล้วไล่ตัวเลขทีละบรรทัด สมมติกะเพราหมูสับไข่ดาว ขายหน้าร้าน 60 บาท ต้นทุนวัตถุดิบ 21 บาท (Food Cost 35% — วิธีคิดดูที่ สูตรคำนวณ Food Cost) และเมื่อส่งเดลิเวอรี่ต้องใช้กล่อง ถุง ช้อนพลาสติก รวมอีกประมาณ 5 บาท
| ช่องทาง | ราคาขาย | GP 30% + VAT | เงินเข้าร้าน | วัตถุดิบ + กล่อง | กำไรขั้นต้น/จาน |
|---|---|---|---|---|---|
| หน้าร้าน | 60 | 0 | 60.00 | 21 | 39.00 (65%) |
| แอป ราคาเท่าหน้าร้าน | 60 | 19.26 | 40.74 | 26 | 14.74 (25%) |
| แอป ตั้งราคา 80 | 80 | 25.68 | 54.32 | 26 | 28.32 (35%) |
| แอป 80 + ร้านออกโปรลด 10* | 70 | 25.68 | 44.32 | 26 | 18.32 (26%) |
* สมมติว่าแอปคิด GP บนราคาเต็ม 80 บาทก่อนหักส่วนลดที่ร้านออกเอง — ตรวจเงื่อนไขของแอปที่ใช้อีกครั้ง
ตารางนี้บอกสามเรื่องที่สำคัญมาก หนึ่ง ถ้าขายบนแอป ราคาเดียวกับหน้าร้าน กำไรต่อจานหายไปเกือบสองในสาม จาก 39 เหลือไม่ถึง 15 บาท และนี่ยังไม่ได้หักค่าแรง ค่าเช่า ค่าไฟ สอง การตั้งราคาบนแอปสูงกว่าหน้าร้านราว 30% ไม่ใช่การโกงลูกค้า แต่เป็นการส่งต่อต้นทุนของช่องทางนั้นให้คนที่เลือกใช้ช่องทางนั้น (สูตรและตัวอย่างเพิ่มเติมอยู่ใน วิธีตั้งราคาขายอาหารให้มีกำไรจริง) และสาม โปรโมชันที่ร้านร่วมออกกินกำไรเร็วกว่าที่คิด ส่วนลด 10 บาทที่ดูเล็ก ทำให้กำไรต่อจานหายไปอีกหนึ่งในสาม
ขั้นที่ 2: ออเดอร์นั้นเป็น “ลูกค้าใหม่” หรือ “ลูกค้าเดิมย้ายช่องทาง”
นี่คือจุดที่ร้านส่วนใหญ่คิดพลาด กำไรขั้นต้น 28 บาทต่อจานจากแอปจะ “คุ้ม” หรือ “ไม่คุ้ม” ขึ้นอยู่กับว่าถ้าไม่มีแอป ออเดอร์นั้นจะเกิดขึ้นไหม
- ลูกค้าใหม่จริง ๆ — คนที่อยู่ไกล ไม่สะดวกเดินมา หรือไม่รู้จักร้านมาก่อน ถ้าไม่มีแอปเขาไม่สั่งแน่ ๆ ออเดอร์แบบนี้ กำไรขั้นต้น 28.32 บาทคือกำไรเพิ่มเกือบทั้งก้อน เพราะค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟของร้านจ่ายอยู่แล้วไม่ว่าจะมีออเดอร์นี้หรือไม่
- ลูกค้าเดิมที่ย้ายช่องทาง — คนที่ปกติเดินมากินที่ร้านหรือโทรมาสั่งแล้วมารับเอง แต่วันนี้สั่งผ่านแอปเพราะมีคูปองส่งฟรี ออเดอร์แบบนี้ ร้านเคยได้กำไร 39 บาท วันนี้ได้ 28.32 บาท เท่ากับเสียไป 10.68 บาทต่อจานโดยไม่ได้ลูกค้าเพิ่มเลย
ลองคิดเป็นเดือน ถ้าแอปทำยอดได้วันละ 100 จาน โดย 70 จานเป็นลูกค้าใหม่และ 30 จานเป็นลูกค้าเดิมที่ย้ายมา กำไรเพิ่มจากลูกค้าใหม่คือ 70 × 28.32 = 1,982 บาท ส่วนที่เสียจากลูกค้าเดิมคือ 30 × 10.68 = 320 บาท สุทธิร้านยังได้เพิ่มวันละประมาณ 1,660 บาท หรือราว 43,000 บาทต่อเดือน — คุ้ม แต่ถ้าสัดส่วนกลับกัน คือลูกค้าเดิม 70 จาน ลูกค้าใหม่ 30 จาน ตัวเลขจะกลายเป็น 850 − 748 = เพิ่มแค่วันละประมาณ 100 บาท ทั้งที่ครัวทำงานหนักขึ้นอีกร้อยจาน
วิธีรู้สัดส่วนนี้โดยไม่ต้องเดา: ดูยอดขายหน้าร้านก่อนและหลังเปิดแอป ถ้าเปิดแอปแล้วยอดแอปขึ้น 60,000 บาทต่อเดือน แต่ยอดหน้าร้านตกลง 30,000 บาท แปลว่าครึ่งหนึ่งของยอดแอปคือลูกค้าเดิมที่ย้ายมา ไม่ใช่ยอดใหม่ ซึ่งต้องมีบันทึกรายได้แยกช่องทางถึงจะเห็น
ขั้นที่ 3: ต้นทุนแฝงของเดลิเวอรี่ที่ไม่ได้อยู่ในตาราง GP
นอกจาก GP กับค่ากล่อง ยังมีต้นทุนที่โผล่มาทีหลังและมักถูกลืมตอนตัดสินใจ:
- ค่าแรงช่วงพีคซ้อน — ออเดอร์แอปมักเข้าพร้อมกับพีคหน้าร้าน (11.30–13.00 และ 18.00–19.30) ถ้าครัวทำไม่ทัน ลูกค้าหน้าร้านรอนาน หรือต้องจ้างคนเพิ่มอีกคน เดือนละ 9,000–12,000 บาท ตัวเลขนี้ต้องเอาไปหักจากกำไรเพิ่มของแอปด้วย
- ของเสียจากออเดอร์ยกเลิก — ทำเสร็จแล้วไรเดอร์ไม่มา หรือลูกค้ายกเลิก แต่ละแอปมีเงื่อนไขชดเชยต่างกัน ให้จดทุกครั้งที่เกิด แล้วดูว่าเดือนหนึ่งเสียกี่จาน
- โปรโมชันที่ “ต้องร่วม” — ร้านที่ไม่ร่วมโปรมักถูกจัดอันดับต่ำลงในแอป ทำให้หลายร้านยอมร่วมทุกแคมเปญ ซึ่งแต่ละครั้งคือกำไรต่อจานที่หายไปตามแถวที่สี่ของตารางข้างบน
- ค่าโฆษณาในแอป — ซื้อแล้วออเดอร์ขึ้นจริง แต่ต้องคิดเป็นต้นทุนต่อออเดอร์ที่ได้มา เช่น จ่าย 2,000 บาท ได้เพิ่ม 80 ออเดอร์ = 25 บาทต่อออเดอร์ ซึ่งกินกำไรขั้นต้น 28 บาทไปเกือบหมด
- เงินเข้าช้า — แอปส่วนใหญ่โอนเงินเป็นรอบ ไม่ใช่วันต่อวัน ร้านต้องสำรองเงินซื้อวัตถุดิบไปก่อน ยิ่งสัดส่วนยอดแอปสูง ยิ่งต้องมีเงินสดหมุนมากขึ้น (อ่านเพิ่มใน ต้นทุนแฝงร้านอาหารที่กินกำไรเงียบ ๆ)
- คุณภาพอาหารเมื่อถึงมือ — เมนูทอดกรอบ เมนูน้ำซุป หรือของที่ต้องกินร้อน อาจไปถึงลูกค้าในสภาพที่ทำให้รีวิวตก ซึ่งกระทบทั้งยอดแอปและชื่อร้าน
ขั้นที่ 4: ตัวอย่างเต็มเดือน — ร้านนี้คุ้มหรือไม่
ร้านตามสั่งสมมติ เปิดแอปมาสองเดือน ยอดบนแอป 60,000 บาทต่อเดือน (ประมาณ 750 ออเดอร์ ราคาเฉลี่ย 80 บาท) ยอดหน้าร้านลดลงจากเดิม 12,000 บาท (ประมาณ 200 จานที่ย้ายช่องทาง) และต้องเพิ่มพนักงานพาร์ตไทม์ช่วงเที่ยงหนึ่งคน
| รายการ | บาท/เดือน |
|---|---|
| ยอดขายบนแอป | 60,000 |
| หัก GP 30% + VAT (32.1%) | −19,260 |
| หัก วัตถุดิบ 750 × 21 | −15,750 |
| หัก บรรจุภัณฑ์ 750 × 5 | −3,750 |
| กำไรขั้นต้นจากแอป | 21,240 |
| หัก กำไรที่หายจากลูกค้าเดิมย้ายช่องทาง 200 × 10.68 | −2,136 |
| หัก พนักงานพาร์ตไทม์เพิ่ม | −6,000 |
| หัก โฆษณาในแอป + ของเสียจากออเดอร์ยกเลิก | −2,500 |
| กำไรเพิ่มสุทธิจากการเข้าแอป | 10,604 |
ร้านนี้ “คุ้ม” — เดือนละหมื่นกว่าบาทจากครัวที่มีอยู่แล้ว แต่สังเกตว่ายอดขาย 60,000 บาทที่ดูใหญ่ เหลือเป็นกำไรเพิ่มจริงแค่ราว 18% และถ้าร้านตั้งราคาบนแอปเท่าหน้าร้าน (60 บาท) กำไรขั้นต้นจากแอปจะเหลือแค่ราว 11,000 บาท หักพนักงานกับค่าอื่น ๆ แล้วแทบไม่เหลืออะไรเลย ทั้งที่ทำงานเพิ่ม 750 จาน นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ร้านขายดีแต่ไม่มีกำไร
5 คำถามก่อนตัดสินใจเข้า (หรือถอนตัว)
- กำไรขั้นต้นต่อออเดอร์บนแอปยังเป็นบวกเกิน 25 บาทไหม หลังหัก GP + VAT + วัตถุดิบ + กล่อง ถ้าไม่ถึง ให้ปรับราคาบนแอปหรือเลือกเมนูที่ต้นทุนต่ำกว่าก่อน ยังไม่ต้องตัดสินใจเรื่องอื่น
- ครัวว่างช่วงไหน ร้านที่หน้าร้านแน่นตอนเที่ยงแต่ว่างตอนบ่ายและค่ำ เหมาะมากกับเดลิเวอรี่ช่วงบ่าย–ค่ำ เพราะใช้คนและเตาเดิม ไม่ต้องจ้างเพิ่ม ส่วนร้านที่พีคซ้อนกันทุกช่วง ต้องคิดค่าแรงเพิ่มเข้าไปเสมอ
- เมนูไหนควรขึ้นแอป ไม่จำเป็นต้องยกเมนูทั้งเล่มขึ้นแอป เลือกเมนูที่ Food Cost ต่ำ ทนการเดินทาง และทำเร็ว เช่น ข้าวราดแกง ผัดกะเพรา ข้าวผัด แล้วตัดเมนูที่ต้นทุนสูงหรือเละง่ายออก
- ยอดหน้าร้านเปลี่ยนไหมหลังเปิดแอป บันทึกรายได้แยกช่องทางอย่างน้อย 2 เดือน แล้วเทียบยอดหน้าร้านกับช่วงก่อนเปิดแอป ถ้าตกลงมากกว่าครึ่งของยอดแอป แปลว่ากำลังจ่าย GP ให้ลูกค้าเดิมของตัวเอง
- มีช่องทางที่ไม่หัก GP สำหรับลูกค้าเดิมไหม ลูกค้าประจำที่อยู่ใกล้ร้าน ควรมีทางสั่งโดยไม่ผ่านแอป เช่น รับออเดอร์ทาง LINE แล้วมารับเอง หรือติด เมนู QR ให้ลูกค้าสั่งและจ่าย PromptPay เองที่ร้าน ให้แอปเดลิเวอรี่ทำหน้าที่หาลูกค้าใหม่ ไม่ใช่เก็บ 30% จากลูกค้าที่มีอยู่แล้ว
ถ้าตัดสินใจเข้าแอปแล้ว ทำยังไงให้คุ้มขึ้น
- ตั้งราคาบนแอปแยกจากหน้าร้าน ด้วยสูตร ราคาที่อยากได้ ÷ (1 − GP) แล้วปัดให้ลงท้ายสวย เช่น 79 หรือ 85 บาท
- เลือกร่วมโปรแบบมีเงื่อนไข เช่น ร่วมเฉพาะช่วงที่ครัวว่าง หรือเฉพาะเมนูที่ Food Cost ต่ำ แทนที่จะร่วมทุกแคมเปญ
- เพิ่มยอดต่อออเดอร์ ทำเซ็ตเมนู บวกน้ำ บวกไข่ดาว เพราะค่ากล่องและเวลาแพ็กต่อออเดอร์เท่าเดิม แต่กำไรขั้นต้นสูงขึ้น
- ลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ ซื้อกล่องเป็นลัง เทียบราคา 2–3 เจ้า ค่ากล่องที่ลดได้ 1 บาทต่อออเดอร์ ที่ 750 ออเดอร์คือ 750 บาทต่อเดือนโดยไม่ต้องขายเพิ่มสักจาน
- ดูรายงานทุกเดือน เอายอดแอป ค่า GP ยอดหน้าร้าน มาวางเทียบกันทุกสิ้นเดือน ถ้ากำไรเพิ่มสุทธิเริ่มเหลือน้อยกว่าค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ก็ถึงเวลาปรับหรือถอนตัว
ตัวเลขทั้งหมดมาจากการแยกรายได้ตามช่องทาง
คำถาม “เข้าแอปคุ้มไหม” ตอบไม่ได้ด้วยความรู้สึก และตอบไม่ได้ถ้าบัญชีร้านมีแค่ “ยอดขายรวม” บรรทัดเดียว คุณต้องรู้ว่าเดือนนี้ยอดแอปเท่าไหร่ จ่าย GP ไปเท่าไหร่ ยอดหน้าร้านขยับไหม และต้นทุนกล่องกับค่าแรงเพิ่มขึ้นแค่ไหน
แอป Bunchee ช่วยให้ตัวเลขพวกนี้ไม่ต้องนั่งรวมเอง — ตั้งหมวดรายได้แยกหน้าร้านกับเดลิเวอรี่ ลง GP เป็นรายจ่ายหมวดของตัวเอง ถ่ายใบเสร็จกล่องและวัตถุดิบให้ AI ลงบัญชีให้ แล้วดูกราฟเทียบรายได้แต่ละหมวดย้อนหลังได้ทันที หรือถามผู้ช่วย AI ตรง ๆ ว่า “เดือนนี้จ่าย GP ไปกี่บาท” และถ้าอยากให้ลูกค้าหน้าร้านสั่งเองโดยไม่หัก GP ก็มีเมนู QRให้ใช้ในแอปเดียวกัน
แอปเดลิเวอรี่ไม่ใช่ทั้งพระเอกและผู้ร้าย มันคือช่องทางที่มีราคาของมัน ร้านที่คุ้มคือร้านที่รู้ราคานั้นเป็นบาทต่อออเดอร์ ใช้มันหาลูกค้าใหม่ ไม่ปล่อยให้มันเก็บส่วนแบ่งจากลูกค้าเดิม และกล้าปรับเมื่อตัวเลขบอกว่าถึงเวลา
แยกยอดแอปกับยอดหน้าร้านให้เห็นชัดทุกเดือน
Bunchee เป็นแอปบัญชีร้านอาหารฟรี — สแกนใบเสร็จด้วย AI, หมวดรายได้/รายจ่ายแยกช่องทาง, กราฟเทียบรายเดือน, และเมนู QR ให้ลูกค้าสั่งเองไม่หัก GP