ภาษีร้านอาหารเบื้องต้น: ต้องยื่นอะไร เมื่อไหร่ต้องจด VAT

ภาษีร้านอาหารเบื้องต้น — ต้องยื่นอะไร เมื่อไหร่ต้องจด VAT

เจ้าของร้านอาหารส่วนใหญ่เริ่มจากทำอาหารเก่ง ไม่ได้เริ่มจากรู้เรื่องภาษี พอร้านเริ่มขายดี เงินโอนเข้าพร้อมเพย์ทุกวัน ก็มักจะมีคำถามเดียวกันโผล่ขึ้นมา: "ต้องยื่นภาษีไหม ต้องจด VAT หรือยัง แล้วถ้าไม่ทำจะโดนอะไร" บทความนี้ตอบคำถามเหล่านั้นแบบภาษาคนทำร้าน ไม่ใช่ภาษานักบัญชี ใช้ตัวเลขจริงที่ร้านขนาดเล็กในไทยเจออยู่ทุกวัน

ก่อนอ่านต่อขอบอกตรง ๆ ว่าเรื่องภาษีมีรายละเอียดเฉพาะกรณีเยอะ ตัวเลขและเกณฑ์ในบทความอ้างอิงกฎที่กรมสรรพากรใช้อยู่ ณ วันที่เขียน ถ้าร้านคุณมีรายได้หลายทาง มีหุ้นส่วน หรือมียอดขายใกล้เกณฑ์ที่จะเล่าถึง ควรเช็กกับ กรมสรรพากร หรือนักบัญชีอีกครั้งก่อนตัดสินใจ

ภาษีที่ร้านอาหารเกี่ยวข้อง มีอะไรบ้าง

ร้านอาหารขนาดเล็กทั่วไปจะเจอภาษีและเงินสมทบอยู่ 4–5 รายการ ไม่ใช่ทุกรายการที่ร้านทุกร้านต้องเสีย ขึ้นกับยอดขายและรูปแบบธุรกิจ:

รายการใครต้องเสียคิดจากอะไรยื่นเมื่อไหร่
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
(ภ.ง.ด.94 + ภ.ง.ด.90)
ร้านที่เปิดในนามตัวเองยอดขาย − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน × อัตราก้าวหน้า 0–35%ครึ่งปี: ภายใน 30 ก.ย.
ทั้งปี: ภายใน 31 มี.ค. ปีถัดไป
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
(ภ.ง.ด.51 + ภ.ง.ด.50)
ร้านที่จดเป็นบริษัท/หจก.กำไรสุทธิ × 0 / 15 / 20% (SME)ครึ่งปี: ภายใน 2 เดือนหลังครึ่งรอบบัญชี
ทั้งปี: ภายใน 150 วันหลังปิดงบ
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
(ภ.พ.30)
ร้านที่ยอดขายเกิน 1.8 ล้าน/ปี7% ของยอดขาย − VAT ที่จ่ายไปตอนซื้อของทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ยื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 23)
ภาษีป้ายทุกร้านที่มีป้ายชื่อร้านขนาดป้ายและภาษาบนป้าย ขั้นต่ำ 200 บาท/ปียื่นที่เทศบาล/อบต. ภายในเดือนมีนาคม
ประกันสังคม
(ไม่ใช่ภาษี แต่บังคับ)
ร้านที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนนายจ้าง 5% + ลูกจ้าง 5% ของค่าจ้าง (สูงสุดฝ่ายละ 750 บาท/เดือน)ขึ้นทะเบียนภายใน 30 วันหลังมีลูกจ้าง ส่งเงินทุกเดือนภายในวันที่ 15

ส่วนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นภาระของเจ้าของที่ดิน ถ้าเช่าร้านอยู่ปกติไม่ต้องยื่นเอง แต่เจ้าของบางรายจะบวกเข้ามาในค่าเช่า ให้เช็กสัญญาเช่าด้วย

1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ร้านส่วนใหญ่เริ่มที่นี่

ถ้าเปิดร้านในนามตัวเอง ไม่ได้จดบริษัท รายได้จากการขายอาหารถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) หลักการคือเอายอดขายทั้งปีมาหักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อน แล้วค่อยคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันได สิ่งที่คนทำร้านต้องตัดสินใจคือจะ หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา หรือ หักตามจริง

หลังหักค่าใช้จ่าย จะหักค่าลดหย่อนส่วนตัวได้อีก 60,000 บาท (คู่สมรสที่ไม่มีรายได้อีก 60,000 บาท บุตร ประกัน กองทุน ฯลฯ ตามสิทธิ์) เหลือเท่าไหร่เรียกว่า "เงินได้สุทธิ" แล้วคำนวณตามอัตราก้าวหน้า:

เงินได้สุทธิ (บาท)อัตราภาษีภาษีสูงสุดของขั้นนี้
0 – 150,000ยกเว้น0
150,001 – 300,0005%7,500
300,001 – 500,00010%20,000
500,001 – 750,00015%37,500
750,001 – 1,000,00020%50,000
1,000,001 – 2,000,00025%250,000
2,000,001 – 5,000,00030%900,000
มากกว่า 5,000,00035%—

ตัวอย่าง: ร้านตามสั่งยอดขาย 1.5 ล้านบาทต่อปี

ร้านนี้ขายได้เฉลี่ยวันละประมาณ 4,100 บาท หรือเดือนละ 125,000 บาท ยังไม่ถึงเกณฑ์ VAT ลองคิดภาษีทั้งสองแบบ:

แบบเหมา: 1,500,000 − 60% (900,000) − ลดหย่อน 60,000 = เงินได้สุทธิ 540,000
ภาษี = 0 + 7,500 + 20,000 + (40,000 × 15%) 6,000 = 33,500 บาท (≈ 2.2% ของยอดขาย)

ถ้าร้านนี้เก็บหลักฐานครบและค่าใช้จ่ายจริงอยู่ที่ 82% ของยอดขาย (1,230,000 บาท) เงินได้สุทธิจะเหลือ 1,500,000 − 1,230,000 − 60,000 = 210,000 บาท ภาษีตามขั้นบันไดคือ 60,000 × 5% = 3,000 บาท แต่กฎหมายมี ภาษีขั้นต่ำ สำหรับคนที่มีเงินได้ 40(8) ตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป คือต้องคำนวณ 0.5% ของยอดขายด้วย (1,500,000 × 0.5% = 7,500 บาท) แล้วเสียตามจำนวนที่สูงกว่า ร้านนี้จึงเสีย 7,500 บาท

ส่วนต่าง 33,500 กับ 7,500 บาท คือราคาของการ "ไม่เก็บใบเสร็จ" ปีละ 26,000 บาท สำหรับร้านขนาดนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่เราเขียนไว้ใน วิธีทำบัญชีร้านอาหารแบบง่าย ว่าควรจดรายจ่ายทุกวันตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่เพื่อสรรพากร แต่เพื่อตัวเอง

ยื่นปีละ 2 ครั้ง ไม่ใช่ครั้งเดียว

จุดที่เจ้าของร้านมือใหม่พลาดบ่อยที่สุด: รายได้ 40(8) ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 สำหรับรายได้ครึ่งปีแรก (มกราคม–มิถุนายน) ภายในวันที่ 30 กันยายน แล้วค่อยยื่น ภ.ง.ด.90 รวมทั้งปีภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป ภาษีที่จ่ายไปตอนครึ่งปีจะนำมาหักออกจากยอดทั้งปีได้ ยื่นออนไลน์ที่ efiling.rd.go.th ได้เลยและมักได้เวลาเพิ่มอีกราว 8 วัน ถ้าลืมยื่นครึ่งปีจะมีค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาทบวกเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย

2. VAT: เกณฑ์ 1.8 ล้านบาท ที่หลายร้านข้ามไปโดยไม่รู้ตัว

ร้านอาหารต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อ ยอดขายเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ฟังดูเยอะ แต่คิดกลับเป็นรายวันคือแค่ประมาณ 5,000 บาทต่อวัน หรือ 150,000 บาทต่อเดือน ร้านตามสั่งที่ขายได้ 120 จานในราคาเฉลี่ย 60 บาท มีเดลิเวอรี่เสริมอีกนิด ก็ถึงเกณฑ์นี้ได้สบาย ๆ

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับเกณฑ์นี้:

  1. นับยอดขายรวมทุกช่องทาง — หน้าร้าน พร้อมเพย์ เงินสด และยอดจากแอปเดลิเวอรี่ โดยนับที่ ราคาที่ลูกค้าจ่าย ไม่ใช่ยอดที่เหลือหลังหัก GP 30% ร้านที่ขายผ่านแอปเยอะจะถึงเกณฑ์เร็วกว่าที่คิดจากเงินที่เข้าบัญชี
  2. นับแบบปีปฏิทิน และต้องยื่นจดภายใน 30 วัน นับจากวันที่ยอดสะสมเกิน 1.8 ล้าน ไม่ใช่รอถึงสิ้นปี
  3. จดแล้วถอนยาก — ถ้าปีถัดไปยอดตก ต้องมียอดต่ำกว่าเกณฑ์ติดต่อกันถึงจะขอถอนได้ และยังต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนแม้เดือนนั้นยอดเป็นศูนย์
  4. จดช้ามีราคา — สรรพากรสามารถเรียก VAT ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ควรจด บวกเบี้ยปรับได้สูงสุด 2 เท่าของภาษี และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ร้านที่เลยเกณฑ์มา 2 ปีโดยไม่รู้ตัวอาจเจอบิลหลักแสนทีเดียว

อีกเรื่องที่ควรรู้คือธนาคารมีหน้าที่ส่งข้อมูลบัญชีที่มีเงินเข้าตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือ 400 ครั้งขึ้นไปที่ยอดรวมถึง 2 ล้านบาท ให้กรมสรรพากรทุกปี ร้านที่รับพร้อมเพย์วันละหลายสิบรายการจึงอยู่ในข้อมูลนี้แน่นอน การยื่นให้ครบตั้งแต่แรกจึงปลอดภัยกว่าการรอให้ถูกถาม

VAT กัดกำไรร้านอาหารแรงกว่าธุรกิจอื่น

ธุรกิจทั่วไปเมื่อจด VAT จะเก็บ 7% จากลูกค้า แล้วเอา VAT ที่จ่ายไปตอนซื้อของ (ภาษีซื้อ) มาหักออก เหลือส่งสรรพากรไม่มาก แต่ร้านอาหารมีจุดอ่อน 2 ข้อ:

ตัวอย่างร้านยอดขาย 200,000 บาทต่อเดือน (2.4 ล้านต่อปี) ที่คงราคาเดิมไว้:

รายการต่อเดือนจำนวนเงินVAT
ยอดขายรวม VAT200,000ภาษีขาย 200,000 × 7/107 = 13,084
ของสดจากตลาด (ยกเว้น VAT)75,0000
ค่าเช่า (ไม่มี VAT)15,0000
แก๊ส ไฟ บรรจุภัณฑ์ เครื่องปรุง GP (มีใบกำกับภาษี)40,000ภาษีซื้อ 40,000 × 7/107 = 2,617
VAT ที่ต้องนำส่ง13,084 − 2,617 = 10,467 บาท/เดือน

ปีละประมาณ 125,000 บาท ที่หายไปจากกำไร ถ้าร้านนี้มีกำไรสุทธิเดือนละ 25,000 บาทอยู่ก่อน VAT เท่ากับกำไรหายไปเกือบครึ่งโดยที่ยังขายเท่าเดิม นี่คือเหตุผลที่ร้านยอดขายใกล้ 1.8 ล้านต้องวางแผน ไม่ใช่รอให้เกินแล้วค่อยคิด ทางเลือกที่ร้านใช้กันคือทยอยปรับราคาเมนูขึ้นล่วงหน้าตามหลักใน วิธีตั้งราคาขายอาหารให้มีกำไรจริง หรือถ้าตัดสินใจอยู่ใต้เกณฑ์ ก็ต้องคุมยอดให้ไม่เกินจริง ๆ ไม่ใช่แค่ "ไม่ลงบัญชี"

💡 วิธีเช็กว่าใกล้เกณฑ์ VAT แค่ไหน: เอายอดขาย 3 เดือนล่าสุดมาเฉลี่ยต่อเดือนแล้วคูณ 12 ถ้าได้เกิน 1.5 ล้านบาท ให้เริ่มดูยอดสะสมตั้งแต่มกราคมทุกเดือน และคุยกับนักบัญชีล่วงหน้าว่าจะจดเมื่อไหร่ ปรับราคายังไง ร้านที่เห็นยอดขายรวมทุกช่องทางในแอปทุกวันจะรู้ล่วงหน้าเป็นเดือน ร้านที่รู้จากสมุดสิ้นปีมักรู้ตอนที่สายไปแล้ว

3. เปิดเป็นบุคคลธรรมดา หรือจดบริษัท

ถามกันบ่อยมาก และคำตอบไม่ใช่ "บริษัทเสียภาษีน้อยกว่า" เสมอไป บริษัท SME (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้าน รายได้ไม่เกิน 30 ล้านต่อปี) เสียภาษีจากกำไรสุทธิ: 300,000 บาทแรกยกเว้น, 300,001–3,000,000 เสีย 15%, เกินนั้น 20% ดูเผิน ๆ ถูกกว่าอัตราบุคคลที่ขึ้นถึง 35% แต่ต้องดูต้นทุนแฝงด้วย:

หลักคร่าว ๆ ที่นักบัญชีส่วนใหญ่ใช้: ถ้ากำไรสุทธิจริงยังไม่ถึงราว 7–8 แสนบาทต่อปี บุคคลธรรมดาเกือบจะชนะเสมอเมื่อรวมค่าทำบัญชีเข้าไป การจดบริษัทจะเริ่มคุ้มเมื่อกำไรสูงจนอัตราขั้นบนของบุคคลไต่เกิน 20% หรือเมื่อมีเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่ภาษี เช่น มีหุ้นส่วนหลายคน จะเปิดหลายสาขา ต้องการแยกความรับผิดจากทรัพย์สินส่วนตัว หรือต้องการความน่าเชื่อถือเวลาเซ้งที่หรือกู้ธนาคาร ซึ่งเรื่องเงินทุนและเงินสำรองก่อนเปิดร้านเราเขียนไว้ใน เปิดร้านอาหารต้องใช้เงินเท่าไหร่

4. ภาษีป้ายและประกันสังคม: เล็กแต่ลืมไม่ได้

ภาษีป้าย คิดจากพื้นที่ป้ายและภาษาที่ใช้ ป้ายที่เป็นภาษาไทยล้วนเสีย 5 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร ถ้ามีภาษาอังกฤษปนอยู่เสีย 26 บาท และถ้าตัวอังกฤษอยู่เหนือตัวไทยหรือไม่มีภาษาไทยเลยเสีย 50 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร ขั้นต่ำปีละ 200 บาท ป้ายหน้าร้านขนาด 1 × 3 เมตร (30,000 ตร.ซม.) ที่มีชื่อร้านภาษาไทยและคำว่า "Restaurant" จึงเสียประมาณ 1,560 บาทต่อปี ยื่นที่เทศบาลหรือ อบต. ภายในเดือนมีนาคม ร้านใหม่ยื่นภายใน 15 วันหลังติดป้าย ทริกเล็ก ๆ: วางตัวไทยไว้บนและตัวอังกฤษไว้ล่าง ค่าภาษีต่างกันเกือบ 2 เท่า

ประกันสังคม ไม่ใช่ภาษี แต่เป็นสิ่งที่ร้านมักพลาดเพราะคิดว่า "ลูกจ้างรายวันไม่ต้อง" จริง ๆ แล้วมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างภายใน 30 วัน และนำส่งเงินสมทบทุกเดือน นายจ้างจ่าย 5% ของค่าจ้าง ลูกจ้างถูกหัก 5% ฐานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้คำนวณ 15,000 บาท จึงเท่ากับไม่เกินฝ่ายละ 750 บาทต่อคนต่อเดือน ร้านที่มีพนักงาน 3 คนจึงต้องบวกต้นทุนนี้อีกราว 2,250 บาทต่อเดือน ซึ่งควรอยู่ในต้นทุนค่าแรงตั้งแต่ตอนตั้งราคาเมนู

ปฏิทินภาษีร้านอาหาร (บุคคลธรรมดา)

เมื่อไหร่ทำอะไรใคร
ทุกเดือน ภายในวันที่ 15นำส่งเงินสมทบประกันสังคมร้านที่มีลูกจ้าง
ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 (ออนไลน์ถึง 23)ยื่น ภ.พ.30 + ชำระ VATร้านที่จด VAT
มีนาคมยื่นภาษีป้ายที่เทศบาล/อบต.ทุกร้านที่มีป้าย
31 มีนาคมยื่น ภ.ง.ด.90 ภาษีเงินได้ทั้งปีก่อนทุกร้านบุคคลธรรมดา
30 กันยายนยื่น ภ.ง.ด.94 ภาษีครึ่งปี (ม.ค.–มิ.ย.)ทุกร้านบุคคลธรรมดา
ทุกเดือนเช็กยอดขายสะสมเทียบเกณฑ์ 1.8 ล้านร้านที่ยังไม่จด VAT
ภายใน 30 วันหลังเกินเกณฑ์ยื่นจดทะเบียน VAT (ภ.พ.01)ร้านที่ยอดเกิน 1.8 ล้าน

ร้านที่เป็นบริษัทเพิ่ม ภ.ง.ด.3/53 ทุกเดือน (ภายในวันที่ 7 หรือออนไลน์วันที่ 15), ภ.ง.ด.51 ภายใน 2 เดือนหลังครึ่งรอบบัญชี, ภ.ง.ด.50 และงบการเงินภายใน 150 วันหลังปิดรอบบัญชี

ข้อผิดพลาดเรื่องภาษีที่เจอบ่อยในร้านอาหาร

ภาษีจัดการง่ายขึ้นเมื่อตัวเลขพร้อมอยู่แล้ว

ทุกหัวข้อในบทความนี้ต้องการตัวเลขเดียวกัน 3 ตัว: ยอดขายรวมทุกช่องทางต่อเดือน ค่าใช้จ่ายจริงแยกหมวดพร้อมหลักฐาน และยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี ถ้ามีครบ การเลือกวิธีหักค่าใช้จ่าย การยื่นครึ่งปี และการจับตาเกณฑ์ VAT กลายเป็นเรื่องนาทีเดียว ถ้าไม่มี ทุกอย่างกลายเป็นงานกองโตปลายมีนาคม

Bunchee ไม่ใช่โปรแกรมยื่นภาษี แต่ทำให้ตัวเลขทั้ง 3 ตัวพร้อมตลอดเวลา สแกนใบเสร็จแล้ว AI แยกหมวดให้ รูปใบเสร็จถูกเก็บไว้เป็นหลักฐาน ดูยอดขายและรายจ่ายรายเดือนทั้งปีได้ในหน้าเดียว และถามผู้ช่วย AI ได้เลยว่า "ปีนี้ยอดขายสะสมเท่าไหร่แล้ว" ก่อนส่งให้นักบัญชีหรือกรอกแบบยื่นเอง

ภาษีร้านอาหารไม่ได้ซับซ้อนเท่าที่กลัว แค่ต้องรู้ 4 เรื่อง: รายได้ของร้านต้องยื่นปีละ 2 ครั้ง, ยอดขายเกิน 1.8 ล้านต้องจด VAT ภายใน 30 วัน, บุคคลธรรมดามักคุ้มกว่าบริษัทจนกว่ากำไรจะสูงจริง และใบเสร็จทุกใบมีค่าเป็นเงิน รู้แค่นี้ก็หลับสบายกว่าร้านข้าง ๆ แล้ว

เก็บหลักฐานรายจ่ายและยอดขายให้พร้อมยื่นภาษี

Bunchee เป็นแอปบัญชีร้านอาหารฟรี — สแกนใบเสร็จด้วย AI, แยกหมวดอัตโนมัติ, เก็บรูปใบเสร็จเป็นหลักฐาน, สรุปยอดรายวัน/รายเดือน/รายปีแบบเรียลไทม์