ภาษีร้านอาหารเบื้องต้น: ต้องยื่นอะไร เมื่อไหร่ต้องจด VAT
เจ้าของร้านอาหารส่วนใหญ่เริ่มจากทำอาหารเก่ง ไม่ได้เริ่มจากรู้เรื่องภาษี พอร้านเริ่มขายดี เงินโอนเข้าพร้อมเพย์ทุกวัน ก็มักจะมีคำถามเดียวกันโผล่ขึ้นมา: "ต้องยื่นภาษีไหม ต้องจด VAT หรือยัง แล้วถ้าไม่ทำจะโดนอะไร" บทความนี้ตอบคำถามเหล่านั้นแบบภาษาคนทำร้าน ไม่ใช่ภาษานักบัญชี ใช้ตัวเลขจริงที่ร้านขนาดเล็กในไทยเจออยู่ทุกวัน
ก่อนอ่านต่อขอบอกตรง ๆ ว่าเรื่องภาษีมีรายละเอียดเฉพาะกรณีเยอะ ตัวเลขและเกณฑ์ในบทความอ้างอิงกฎที่กรมสรรพากรใช้อยู่ ณ วันที่เขียน ถ้าร้านคุณมีรายได้หลายทาง มีหุ้นส่วน หรือมียอดขายใกล้เกณฑ์ที่จะเล่าถึง ควรเช็กกับ กรมสรรพากร หรือนักบัญชีอีกครั้งก่อนตัดสินใจ
ภาษีที่ร้านอาหารเกี่ยวข้อง มีอะไรบ้าง
ร้านอาหารขนาดเล็กทั่วไปจะเจอภาษีและเงินสมทบอยู่ 4–5 รายการ ไม่ใช่ทุกรายการที่ร้านทุกร้านต้องเสีย ขึ้นกับยอดขายและรูปแบบธุรกิจ:
| รายการ | ใครต้องเสีย | คิดจากอะไร | ยื่นเมื่อไหร่ |
|---|---|---|---|
| ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.94 + ภ.ง.ด.90) | ร้านที่เปิดในนามตัวเอง | ยอดขาย − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน × อัตราก้าวหน้า 0–35% | ครึ่งปี: ภายใน 30 ก.ย. ทั้งปี: ภายใน 31 มี.ค. ปีถัดไป |
| ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.51 + ภ.ง.ด.50) | ร้านที่จดเป็นบริษัท/หจก. | กำไรสุทธิ × 0 / 15 / 20% (SME) | ครึ่งปี: ภายใน 2 เดือนหลังครึ่งรอบบัญชี ทั้งปี: ภายใน 150 วันหลังปิดงบ |
| ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) (ภ.พ.30) | ร้านที่ยอดขายเกิน 1.8 ล้าน/ปี | 7% ของยอดขาย − VAT ที่จ่ายไปตอนซื้อของ | ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ยื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 23) |
| ภาษีป้าย | ทุกร้านที่มีป้ายชื่อร้าน | ขนาดป้ายและภาษาบนป้าย ขั้นต่ำ 200 บาท/ปี | ยื่นที่เทศบาล/อบต. ภายในเดือนมีนาคม |
| ประกันสังคม (ไม่ใช่ภาษี แต่บังคับ) | ร้านที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คน | นายจ้าง 5% + ลูกจ้าง 5% ของค่าจ้าง (สูงสุดฝ่ายละ 750 บาท/เดือน) | ขึ้นทะเบียนภายใน 30 วันหลังมีลูกจ้าง ส่งเงินทุกเดือนภายในวันที่ 15 |
ส่วนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นภาระของเจ้าของที่ดิน ถ้าเช่าร้านอยู่ปกติไม่ต้องยื่นเอง แต่เจ้าของบางรายจะบวกเข้ามาในค่าเช่า ให้เช็กสัญญาเช่าด้วย
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ร้านส่วนใหญ่เริ่มที่นี่
ถ้าเปิดร้านในนามตัวเอง ไม่ได้จดบริษัท รายได้จากการขายอาหารถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) หลักการคือเอายอดขายทั้งปีมาหักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อน แล้วค่อยคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันได สิ่งที่คนทำร้านต้องตัดสินใจคือจะ หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา หรือ หักตามจริง
- หักเหมา 60% — กรมสรรพากรให้ถือว่าค่าใช้จ่ายของร้านเท่ากับ 60% ของยอดขายโดยไม่ต้องมีใบเสร็จมาแสดง ง่าย ไม่ต้องกลัวโดนตรวจเรื่องหลักฐาน แต่ร้านอาหารจริง ๆ มีต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า แก๊ส ค่าไฟ รวมกันมักอยู่ที่ 75–90% ของยอดขาย ดังนั้นการหักเหมาจะทำให้ "กำไรทางภาษี" สูงกว่ากำไรจริง
- หักตามจริง — หักเท่าที่จ่ายจริงและมีหลักฐานครบ ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี สัญญาเช่า สลิปจ่ายค่าแรง บิลค่าไฟ แบบนี้ตรงกับความจริงมากกว่า แต่ถ้าซื้อของสดจากตลาดแล้วไม่มีใบเสร็จ ส่วนนั้นจะหักไม่ได้ และต้องเก็บหลักฐานไว้อย่างน้อย 5 ปี
หลังหักค่าใช้จ่าย จะหักค่าลดหย่อนส่วนตัวได้อีก 60,000 บาท (คู่สมรสที่ไม่มีรายได้อีก 60,000 บาท บุตร ประกัน กองทุน ฯลฯ ตามสิทธิ์) เหลือเท่าไหร่เรียกว่า "เงินได้สุทธิ" แล้วคำนวณตามอัตราก้าวหน้า:
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี | ภาษีสูงสุดของขั้นนี้ |
|---|---|---|
| 0 – 150,000 | ยกเว้น | 0 |
| 150,001 – 300,000 | 5% | 7,500 |
| 300,001 – 500,000 | 10% | 20,000 |
| 500,001 – 750,000 | 15% | 37,500 |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% | 50,000 |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% | 250,000 |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% | 900,000 |
| มากกว่า 5,000,000 | 35% | — |
ตัวอย่าง: ร้านตามสั่งยอดขาย 1.5 ล้านบาทต่อปี
ร้านนี้ขายได้เฉลี่ยวันละประมาณ 4,100 บาท หรือเดือนละ 125,000 บาท ยังไม่ถึงเกณฑ์ VAT ลองคิดภาษีทั้งสองแบบ:
ภาษี = 0 + 7,500 + 20,000 + (40,000 × 15%) 6,000 = 33,500 บาท (≈ 2.2% ของยอดขาย)
ถ้าร้านนี้เก็บหลักฐานครบและค่าใช้จ่ายจริงอยู่ที่ 82% ของยอดขาย (1,230,000 บาท) เงินได้สุทธิจะเหลือ 1,500,000 − 1,230,000 − 60,000 = 210,000 บาท ภาษีตามขั้นบันไดคือ 60,000 × 5% = 3,000 บาท แต่กฎหมายมี ภาษีขั้นต่ำ สำหรับคนที่มีเงินได้ 40(8) ตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป คือต้องคำนวณ 0.5% ของยอดขายด้วย (1,500,000 × 0.5% = 7,500 บาท) แล้วเสียตามจำนวนที่สูงกว่า ร้านนี้จึงเสีย 7,500 บาท
ส่วนต่าง 33,500 กับ 7,500 บาท คือราคาของการ "ไม่เก็บใบเสร็จ" ปีละ 26,000 บาท สำหรับร้านขนาดนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่เราเขียนไว้ใน วิธีทำบัญชีร้านอาหารแบบง่าย ว่าควรจดรายจ่ายทุกวันตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่เพื่อสรรพากร แต่เพื่อตัวเอง
ยื่นปีละ 2 ครั้ง ไม่ใช่ครั้งเดียว
จุดที่เจ้าของร้านมือใหม่พลาดบ่อยที่สุด: รายได้ 40(8) ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 สำหรับรายได้ครึ่งปีแรก (มกราคม–มิถุนายน) ภายในวันที่ 30 กันยายน แล้วค่อยยื่น ภ.ง.ด.90 รวมทั้งปีภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป ภาษีที่จ่ายไปตอนครึ่งปีจะนำมาหักออกจากยอดทั้งปีได้ ยื่นออนไลน์ที่ efiling.rd.go.th ได้เลยและมักได้เวลาเพิ่มอีกราว 8 วัน ถ้าลืมยื่นครึ่งปีจะมีค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาทบวกเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย
2. VAT: เกณฑ์ 1.8 ล้านบาท ที่หลายร้านข้ามไปโดยไม่รู้ตัว
ร้านอาหารต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อ ยอดขายเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ฟังดูเยอะ แต่คิดกลับเป็นรายวันคือแค่ประมาณ 5,000 บาทต่อวัน หรือ 150,000 บาทต่อเดือน ร้านตามสั่งที่ขายได้ 120 จานในราคาเฉลี่ย 60 บาท มีเดลิเวอรี่เสริมอีกนิด ก็ถึงเกณฑ์นี้ได้สบาย ๆ
สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับเกณฑ์นี้:
- นับยอดขายรวมทุกช่องทาง — หน้าร้าน พร้อมเพย์ เงินสด และยอดจากแอปเดลิเวอรี่ โดยนับที่ ราคาที่ลูกค้าจ่าย ไม่ใช่ยอดที่เหลือหลังหัก GP 30% ร้านที่ขายผ่านแอปเยอะจะถึงเกณฑ์เร็วกว่าที่คิดจากเงินที่เข้าบัญชี
- นับแบบปีปฏิทิน และต้องยื่นจดภายใน 30 วัน นับจากวันที่ยอดสะสมเกิน 1.8 ล้าน ไม่ใช่รอถึงสิ้นปี
- จดแล้วถอนยาก — ถ้าปีถัดไปยอดตก ต้องมียอดต่ำกว่าเกณฑ์ติดต่อกันถึงจะขอถอนได้ และยังต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนแม้เดือนนั้นยอดเป็นศูนย์
- จดช้ามีราคา — สรรพากรสามารถเรียก VAT ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ควรจด บวกเบี้ยปรับได้สูงสุด 2 เท่าของภาษี และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ร้านที่เลยเกณฑ์มา 2 ปีโดยไม่รู้ตัวอาจเจอบิลหลักแสนทีเดียว
อีกเรื่องที่ควรรู้คือธนาคารมีหน้าที่ส่งข้อมูลบัญชีที่มีเงินเข้าตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือ 400 ครั้งขึ้นไปที่ยอดรวมถึง 2 ล้านบาท ให้กรมสรรพากรทุกปี ร้านที่รับพร้อมเพย์วันละหลายสิบรายการจึงอยู่ในข้อมูลนี้แน่นอน การยื่นให้ครบตั้งแต่แรกจึงปลอดภัยกว่าการรอให้ถูกถาม
VAT กัดกำไรร้านอาหารแรงกว่าธุรกิจอื่น
ธุรกิจทั่วไปเมื่อจด VAT จะเก็บ 7% จากลูกค้า แล้วเอา VAT ที่จ่ายไปตอนซื้อของ (ภาษีซื้อ) มาหักออก เหลือส่งสรรพากรไม่มาก แต่ร้านอาหารมีจุดอ่อน 2 ข้อ:
- วัตถุดิบหลักไม่มี VAT ให้หัก — เนื้อสด ผัก ไข่ ข้าวสาร ของสดจากตลาด เป็นสินค้าเกษตรที่ได้รับยกเว้น VAT อยู่แล้ว ซื้อมาเท่าไหร่ก็ไม่มีภาษีซื้อให้เครดิต ค่าเช่าร้านก็ไม่มี VAT เช่นกัน ที่มีให้หักจริง ๆ คือค่าแก๊ส ค่าไฟ บรรจุภัณฑ์ เครื่องปรุงจากห้างค้าส่ง และค่า GP ของแอปเดลิเวอรี่ (ต้องขอใบกำกับภาษีจากผู้ขายทุกครั้ง)
- ขึ้นราคา 7% ทีเดียวทำยาก — ข้าวผัดจาน 60 บาทจะกลายเป็น 64.20 บาท ลูกค้าไม่เข้าใจ ร้านส่วนใหญ่จึงเลือกให้ราคาเดิม "รวม VAT แล้ว" ซึ่งแปลว่ายอดขายที่เป็นของร้านจริงลดลงทันที 7/107 หรือประมาณ 6.5%
ตัวอย่างร้านยอดขาย 200,000 บาทต่อเดือน (2.4 ล้านต่อปี) ที่คงราคาเดิมไว้:
| รายการต่อเดือน | จำนวนเงิน | VAT |
|---|---|---|
| ยอดขายรวม VAT | 200,000 | ภาษีขาย 200,000 × 7/107 = 13,084 |
| ของสดจากตลาด (ยกเว้น VAT) | 75,000 | 0 |
| ค่าเช่า (ไม่มี VAT) | 15,000 | 0 |
| แก๊ส ไฟ บรรจุภัณฑ์ เครื่องปรุง GP (มีใบกำกับภาษี) | 40,000 | ภาษีซื้อ 40,000 × 7/107 = 2,617 |
| VAT ที่ต้องนำส่ง | 13,084 − 2,617 = 10,467 บาท/เดือน |
ปีละประมาณ 125,000 บาท ที่หายไปจากกำไร ถ้าร้านนี้มีกำไรสุทธิเดือนละ 25,000 บาทอยู่ก่อน VAT เท่ากับกำไรหายไปเกือบครึ่งโดยที่ยังขายเท่าเดิม นี่คือเหตุผลที่ร้านยอดขายใกล้ 1.8 ล้านต้องวางแผน ไม่ใช่รอให้เกินแล้วค่อยคิด ทางเลือกที่ร้านใช้กันคือทยอยปรับราคาเมนูขึ้นล่วงหน้าตามหลักใน วิธีตั้งราคาขายอาหารให้มีกำไรจริง หรือถ้าตัดสินใจอยู่ใต้เกณฑ์ ก็ต้องคุมยอดให้ไม่เกินจริง ๆ ไม่ใช่แค่ "ไม่ลงบัญชี"
3. เปิดเป็นบุคคลธรรมดา หรือจดบริษัท
ถามกันบ่อยมาก และคำตอบไม่ใช่ "บริษัทเสียภาษีน้อยกว่า" เสมอไป บริษัท SME (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้าน รายได้ไม่เกิน 30 ล้านต่อปี) เสียภาษีจากกำไรสุทธิ: 300,000 บาทแรกยกเว้น, 300,001–3,000,000 เสีย 15%, เกินนั้น 20% ดูเผิน ๆ ถูกกว่าอัตราบุคคลที่ขึ้นถึง 35% แต่ต้องดูต้นทุนแฝงด้วย:
- ต้องทำบัญชีตามมาตรฐาน ปิดงบ และมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเซ็นทุกปี ค่าใช้จ่ายส่วนนี้สำหรับร้านเล็กอยู่ราว 20,000–60,000 บาทต่อปี
- เงินของบริษัทไม่ใช่เงินของคุณ จะเอาออกมาใช้ต้องเป็นเงินเดือน (เสียภาษีบุคคลอีกรอบ) หรือเงินปันผล (หักภาษี ณ ที่จ่าย 10%)
- ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเวลาจ่ายค่าเช่า (5%) ค่าบริการ (3%) และยื่น ภ.ง.ด.3/53 ทุกเดือน
- ส่งงบการเงินให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าทุกปี เอกสารที่ต้องเก็บมากกว่าหลายเท่า
หลักคร่าว ๆ ที่นักบัญชีส่วนใหญ่ใช้: ถ้ากำไรสุทธิจริงยังไม่ถึงราว 7–8 แสนบาทต่อปี บุคคลธรรมดาเกือบจะชนะเสมอเมื่อรวมค่าทำบัญชีเข้าไป การจดบริษัทจะเริ่มคุ้มเมื่อกำไรสูงจนอัตราขั้นบนของบุคคลไต่เกิน 20% หรือเมื่อมีเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่ภาษี เช่น มีหุ้นส่วนหลายคน จะเปิดหลายสาขา ต้องการแยกความรับผิดจากทรัพย์สินส่วนตัว หรือต้องการความน่าเชื่อถือเวลาเซ้งที่หรือกู้ธนาคาร ซึ่งเรื่องเงินทุนและเงินสำรองก่อนเปิดร้านเราเขียนไว้ใน เปิดร้านอาหารต้องใช้เงินเท่าไหร่
4. ภาษีป้ายและประกันสังคม: เล็กแต่ลืมไม่ได้
ภาษีป้าย คิดจากพื้นที่ป้ายและภาษาที่ใช้ ป้ายที่เป็นภาษาไทยล้วนเสีย 5 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร ถ้ามีภาษาอังกฤษปนอยู่เสีย 26 บาท และถ้าตัวอังกฤษอยู่เหนือตัวไทยหรือไม่มีภาษาไทยเลยเสีย 50 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร ขั้นต่ำปีละ 200 บาท ป้ายหน้าร้านขนาด 1 × 3 เมตร (30,000 ตร.ซม.) ที่มีชื่อร้านภาษาไทยและคำว่า "Restaurant" จึงเสียประมาณ 1,560 บาทต่อปี ยื่นที่เทศบาลหรือ อบต. ภายในเดือนมีนาคม ร้านใหม่ยื่นภายใน 15 วันหลังติดป้าย ทริกเล็ก ๆ: วางตัวไทยไว้บนและตัวอังกฤษไว้ล่าง ค่าภาษีต่างกันเกือบ 2 เท่า
ประกันสังคม ไม่ใช่ภาษี แต่เป็นสิ่งที่ร้านมักพลาดเพราะคิดว่า "ลูกจ้างรายวันไม่ต้อง" จริง ๆ แล้วมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างภายใน 30 วัน และนำส่งเงินสมทบทุกเดือน นายจ้างจ่าย 5% ของค่าจ้าง ลูกจ้างถูกหัก 5% ฐานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้คำนวณ 15,000 บาท จึงเท่ากับไม่เกินฝ่ายละ 750 บาทต่อคนต่อเดือน ร้านที่มีพนักงาน 3 คนจึงต้องบวกต้นทุนนี้อีกราว 2,250 บาทต่อเดือน ซึ่งควรอยู่ในต้นทุนค่าแรงตั้งแต่ตอนตั้งราคาเมนู
ปฏิทินภาษีร้านอาหาร (บุคคลธรรมดา)
| เมื่อไหร่ | ทำอะไร | ใคร |
|---|---|---|
| ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 | นำส่งเงินสมทบประกันสังคม | ร้านที่มีลูกจ้าง |
| ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 (ออนไลน์ถึง 23) | ยื่น ภ.พ.30 + ชำระ VAT | ร้านที่จด VAT |
| มีนาคม | ยื่นภาษีป้ายที่เทศบาล/อบต. | ทุกร้านที่มีป้าย |
| 31 มีนาคม | ยื่น ภ.ง.ด.90 ภาษีเงินได้ทั้งปีก่อน | ทุกร้านบุคคลธรรมดา |
| 30 กันยายน | ยื่น ภ.ง.ด.94 ภาษีครึ่งปี (ม.ค.–มิ.ย.) | ทุกร้านบุคคลธรรมดา |
| ทุกเดือน | เช็กยอดขายสะสมเทียบเกณฑ์ 1.8 ล้าน | ร้านที่ยังไม่จด VAT |
| ภายใน 30 วันหลังเกินเกณฑ์ | ยื่นจดทะเบียน VAT (ภ.พ.01) | ร้านที่ยอดเกิน 1.8 ล้าน |
ร้านที่เป็นบริษัทเพิ่ม ภ.ง.ด.3/53 ทุกเดือน (ภายในวันที่ 7 หรือออนไลน์วันที่ 15), ภ.ง.ด.51 ภายใน 2 เดือนหลังครึ่งรอบบัญชี, ภ.ง.ด.50 และงบการเงินภายใน 150 วันหลังปิดรอบบัญชี
ข้อผิดพลาดเรื่องภาษีที่เจอบ่อยในร้านอาหาร
- คิดว่ารับพร้อมเพย์ไม่ต้องยื่น — เงินเข้าบัญชีทุกช่องทางคือรายได้ และธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรอยู่แล้ว
- นับยอดเดลิเวอรี่หลังหัก GP — ยอดขายทางภาษีคือราคาที่ลูกค้าจ่าย ค่า GP เป็นค่าใช้จ่ายต่างหาก (และขอใบกำกับภาษีจากแพลตฟอร์มได้)
- ยื่นแค่ปีละครั้ง — ลืม ภ.ง.ด.94 ครึ่งปี โดนค่าปรับทุกปีทั้งที่ภาษีจริงไม่กี่พัน
- เลือกหักตามจริงแต่ไม่มีใบเสร็จของสด — ของจากตลาดที่ไม่มีหลักฐานจะหักไม่ได้ ถ้าหลักฐานไม่ครบ แบบเหมา 60% อาจดีกว่า
- เอาเงินร้านปนเงินส่วนตัว — พอสิ้นปีต้องนั่งแยกว่ารายการไหนเป็นรายได้ร้าน ซึ่งทั้งเสียเวลาและเสี่ยงยื่นผิด
- ทิ้งใบเสร็จหลังยื่นแล้ว — ต้องเก็บไว้อย่างน้อย 5 ปี ถ่ายรูปเก็บไว้ในแอปปลอดภัยกว่ากองกระดาษในลิ้นชัก
ภาษีจัดการง่ายขึ้นเมื่อตัวเลขพร้อมอยู่แล้ว
ทุกหัวข้อในบทความนี้ต้องการตัวเลขเดียวกัน 3 ตัว: ยอดขายรวมทุกช่องทางต่อเดือน ค่าใช้จ่ายจริงแยกหมวดพร้อมหลักฐาน และยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี ถ้ามีครบ การเลือกวิธีหักค่าใช้จ่าย การยื่นครึ่งปี และการจับตาเกณฑ์ VAT กลายเป็นเรื่องนาทีเดียว ถ้าไม่มี ทุกอย่างกลายเป็นงานกองโตปลายมีนาคม
Bunchee ไม่ใช่โปรแกรมยื่นภาษี แต่ทำให้ตัวเลขทั้ง 3 ตัวพร้อมตลอดเวลา สแกนใบเสร็จแล้ว AI แยกหมวดให้ รูปใบเสร็จถูกเก็บไว้เป็นหลักฐาน ดูยอดขายและรายจ่ายรายเดือนทั้งปีได้ในหน้าเดียว และถามผู้ช่วย AI ได้เลยว่า "ปีนี้ยอดขายสะสมเท่าไหร่แล้ว" ก่อนส่งให้นักบัญชีหรือกรอกแบบยื่นเอง
ภาษีร้านอาหารไม่ได้ซับซ้อนเท่าที่กลัว แค่ต้องรู้ 4 เรื่อง: รายได้ของร้านต้องยื่นปีละ 2 ครั้ง, ยอดขายเกิน 1.8 ล้านต้องจด VAT ภายใน 30 วัน, บุคคลธรรมดามักคุ้มกว่าบริษัทจนกว่ากำไรจะสูงจริง และใบเสร็จทุกใบมีค่าเป็นเงิน รู้แค่นี้ก็หลับสบายกว่าร้านข้าง ๆ แล้ว
เก็บหลักฐานรายจ่ายและยอดขายให้พร้อมยื่นภาษี
Bunchee เป็นแอปบัญชีร้านอาหารฟรี — สแกนใบเสร็จด้วย AI, แยกหมวดอัตโนมัติ, เก็บรูปใบเสร็จเป็นหลักฐาน, สรุปยอดรายวัน/รายเดือน/รายปีแบบเรียลไทม์